พลาสติก PE และ PP มีความสำคัญอย่างไรต่ออุตสาหกรรมไทย

Last updated: Oct 1, 2018  |  59 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความน่ารู้

พลาสติก PE และ PP มีความสำคัญอย่างไรต่ออุตสาหกรรมไทย

พลาสติก PE และ PP มีความสำคัญอย่างไรต่ออุตสาหกรรมไทย ปัจจุบันในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยนั้นล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวกับการใช้พลาสติกด้วยกับแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ วันสดุก่อสร้าง การขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งในกระบวนการผลิต บรรจุ หรือการขนส่งนั้นก็ล้วนแล้วแต่ต้องเกี่ยวข้องกับพลาสติกด้วยกันแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นพลาสติกต่างๆ การทำถุงพลาสติกหรือกระสอบพลาสติก การห่อหุ้มและการบรรจุสินค้า รวมไปถึงการทำฟิล์มยืด แผ่นฟิล์มพลาสติกต่างๆ เพื่อนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกด้วย

พลาสติกที่นำมาใช้กันมากในอุตสาหกรรมบ้านเราหลักๆ นั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ก็คือ

1.โพลีเอทิลีน (Polyethylene-PE) เป็นเม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ทนทาน ป้องกันความชื้น ไม่ให้ผ่านเข้าออกได้ แต่ให้อากาศและก๊าซต่างๆ ซึมผ่านได้ ทนกรดและด่างอ่อน แต่ไม่ทนน้ำมันและไขมััน มีน้ำหนักเบา สามารถพับงอได้ดี มีความยืดตัวได้สูง ฉีกขาดยากและเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีมาก ไม่ทนความร้อนที่อุณหภูมิสูง แต่สามารถทนความเย็นได้ถึง -100 องศสฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ -73 องศสเซลเซียล โดยเม็ดพลาสติก PE นั้นสามารถแบ่งออกได้ตามเกรดเป็น 3 ชนิด คือ

  • โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (low-density polyethylene - LDPE) คุณสมบัติเด่นของบรรจุภัณฑ์ที่ได้จากพลาสติกขนิดนี้คือ มีความเหนียว และคงทน จึงนิยมใช้ผลิตเป็นบบรจุภัณฑ์และมีหีบห่อ เช่น กระสอบ ถุงเย็น ตลอดจนเป็นวัตถุดิบผลิตของเล่นเด็กพลาสติกและทำฉนวนหุ้มสายไฟ นอกจากนี้ยังใช้ทำวัสดุเคลือบผิว (coating or lamination) และใช้กับงานขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์พลาสติกโดยการเป่า (blow molding) เช่น ขวดพลาสติก เป็นต้น
  • โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (high-density polyethylen - HDPE) ใช้กับพลาสติกเป่าขึ้นรูป (blow moulding) ได้แก่ขวดพลาสติกและภาชนะบรรจุประเภทต่างๆ ที่ต้องทนต่อแรงดันและต้องมีแรงต้านทานบ้าน นอกจากนี้ยังใช้ในงานด้านการฉีดขึ้นรูป (injection) เช่น การผลิตของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้าน ตลอกจนใช้ทำแผ่นฟิล์ม ฟิล์มยืด เชือก ฉนวนหุ้มสายไฟ ท่อ และรางน้ำ เป็นต้น โดยท่อที่ทำจาก HDPE นั้นสามารถใช้แทนท่อที่ทำจากพีวีซีได้เนื่องจากมีความทนทานที่ใกล้เคียงกัน แต่มีราคาถูกกว่า
  • โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (linear low-density polyethylen - LLDPE) โดยจะใช้เป็นวัสดุผสมกับ LDPE เพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านความเหนียวให้กับตัวผลิตภัณฑ์

2.โพลีไพรพิลีน (Polyethylene-PP) เป็นเม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติคล้ายโพลีเอทิลีน ยอมให้แสงผ่านได้ดีจึงทำให้สามารถมองเห็นผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ภายในได้ สามารถทนความร้อนได้สูงกว่า PE ถึง 300 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 150 องศสเซลเซียส รับแรงดึงได้ถึง 100,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว มีความเหนียวและทนทานกว่า โดยในประเทศไทยจะใช้เม็ดพลาสติกโพลีไพรพิลีนนำมาเป่าเพื่อผลิตเป็นถุงบรรจุเอนกประสงค์ทั้งถุงร้อนและถุงเย็น ตลอดจนนำไปผลิตเป็นเชือก กระสอบ พื้นพรม สนามหญ้าเทียม ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

และนอกจากบทบาทของพลาสติก PE และ PP ที่เป็นวัตถุสำคัญในภาคการผลิตแล้วนั้น ในส่วนของการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ยังมีความสำคัญด้วยเช่นกัน โดยในตอนปลายของระบบการบรรจุภัณฑ์สินค้านั้น โดยทั่วไปแล้วจะมีการนำพลาสติกมาใช้เพื่อการบรรจุสินค้า หรืออาจใช้เป็นตัวบรรจุภัณฑ์เองเลย รวมไปถึงการใช้พลาสติกหุ้มตัวบรรจุภัณฑ์ เพื่อจัดกลุ่มให้ง่ายขึ้นต่อการขนส่ง และเป็นการปกป้องสินค้าอีกชั้นหนึ่งด้วย และในขั้นตอนการขนส่งก็จะมีการห่อหุ้มเพื่อปกป้องสินค้าจากสภาพแวดล้อมภายนอกเพิ่มมาอีกด้วย เช่น การใช้ฟิล์มยืด PE หรือที่เรียกว่า ฟิล์มยืดพันพาเลท และสายรัดพลาสติก PP เพื่อการปกป้องให้สินค้านั้นๆ เดินทางไปถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัยที่ยังคงอยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงกับตอนออกมาจากโรงงานให้ได้มากที่สุด

อ้างอิงจาก : https://www.watanabhand.co.th/พลาสติก-pe-และ-pp/

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Powered by MakeWebEasy.com